ลิโอเนล เมสซี่ ซัดประตูแรกให้เปแอสเช เปิดบ้านทุบเรือใบ

ลิโอเนล เมสซี่ ยิงประตูแรกให้ ปารีส แซงต์ – แชร์กแมง ได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อพวกเขาเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างลุ้นระทึก

ลิโอเนล

ลิโอเนล เมสซี่ ลงเล่นให้ เปแอสเช เป็นเกมที่ 4 นับตั้งแต่ที่ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า วิ่งจากครึ่งสนาม ก่อนที่จะใช้จังหวะต่อบอลหนึ่งสองกับ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ตอกส้นกลับคืนมาให้ เมสซี่ ก่อนที่ เมสซี่ จะปั่นด้วยเท้าซ้าย ตรงบริเวณหัวกะโหลก เสียบมุมเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

เรียกเสียงเชียร์จากแฟนบอลดังสนั่นอื้ออึง จนสนามแทบแตกใน ปาร์ค เด แปร็งส์ ในขณะที่นักเตะชาวอาร์เจนไตน์ กลับมาจากอาการบาดเจ็บ แล้วทำประตูเพิ่มได้ 1 ประตูให้กับ เปแอสเช หลังจากที่เคยทำไว้แล้ว 672 ประตูให้กับ บาร์เซโลน่า

ส่วนประตูแรกเกิดขึ้น ในนาทีที่ 7 เป็นจังหวะที่ เอแร์ร่า จ่ายบอลให้ เอ็มปั๊ปเป้ หลุดถึงเส้นหลัง ก่อนตบบอลกลับมาให้ เนย์มาร์ ยิงแป้ก ไปเข้าทาง กาน่า เกย์ ที่สอดขึ้นมาซัดประตูเสียบมุม อย่างสวยงาม ก่อนที่เพื่อน ๆ จะวิ่งมาร่วมแสดงความดีใจกันที่มุมธง กับเสียงเฮของแฟนบอลที่ดังลั่นในสาม 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีโอกาสมากมายที่จะทำประตู หลายต่อหลายครั้ง และ 1 ในจังหวะที่น่าได้ประตูคืนสุด ๆ นั้น เป็นจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง โหม่งชนคาน และ เบอร์นาร์โด ซิลวา ตามเข้าไปซ้ำดาบสอง บอลก็ยังก็ยังไม่เป็นใจ เหินไปชนคานอีก ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าเสียดายสุด ๆ 

พวกเขายังยิงเข้ากรอบได้ถึง 7 ครั้ง แต่ไม่สามารถเอาชนะ จิอันลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวารจอมหนึบทีมชาติ อิตาลีได้ ทำให้ผลที่ออกมา ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าที่ เปแอสเช วางไว้ได้เป็นผลสำเร็จ

ยุคที่สองของเมสซี่เริ่มต้นขึ้น หลังจากเดินออกมาจาก บาร์ซ่า

ลิโอเนล

สามเกมแรกของเมสซี่ที่ เปแอสเช ซึ่งเจอปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และปัญหาความฟิต จึงทำให้ผลงานออกสตาร์ทของเขา ออกมาไม่ค่อยดีนัก ไม่มีประตู และไม่มีทั้งแอสซิสต์ ถือว่าฟอร์มออกจะดูฝืด ๆ สำหรับนักเตะดีกรี บัลลงดอร์ 6 สมัยอย่างเขา

แต่นี่เป็นคืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาเหินข้ามสนามหญ้าของปารีส ส่งบอลให้เอ็มบัปเป้และตตอกส้นกลับด้วยแบ็คฮีล ให้กับ เมสซี่ ปั่นด้วยซ้ายเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

นั่นคือประตูที่ 7 ของเขาใน 5 เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีมที่มีกุนซือ เป๊ป กวาดิโอล่า ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายในถิ่นของ บาร์เซโลน่า ของเขาและเป้าหมายที่ 7 ของเขากับ แมนฯ ซิตี้

ความคืบหน้าของนัดนี้ ที่เกี่ยวกับเขาว่า จะกลับมาจากอาการบาดเจ็บที่เข่า ซึ่งอาจทำให้เขาต้องพักสัก 2 – 3 เกมหรือไม่ แล้วได้มีเสียงเชียร์มากมายจากแฟน ๆ ก่อนเกม เนื่องจากชื่อของเขาถูกประกาศออกมาในรายชื่อ 11 ตัวจริง

ก่อนหน้านี้เขามีส่วนในการโยก สลับตำแหน่งเช่นกัน โดยที่ เอ็มบั๊ปเป้ ออกไปเล่นที่ริมเส้น

การส่งของ เอ็มปั๊ปเป้ การเตะแป้กของ เนย์มาร์ บอลจึงหลุดมาเข้าทาง กาน่า เกย์ ทำแต้มได้อย่างสวยงาม ในเกมนี้

ลูกเดียวของ เมสซี่ คือประตู แต่ในเกมเมื่อคืนนี้ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ เปแอสเช ต้องเจอกับงานหนัก แล้วพวกเขาก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีเช่นกัน

เกือบ 1 ใน 3 ของการสัมผัสบอลของเขา ครึ่งนึงเป็นของเขาเองแทบจะทั้งหมด รวมทั้งตอนที่เขาเล่นงาน ริยาด มาห์เรซ เข้าไม่ถึงกรอบเขตโทษ

แม้แต่ในตอนท้าย เขายังทำหน้าที่ลงทุนนอนขวางอยู่หลังแนวกำแพง ในจังหวะลูกฟรีคิกของ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งเขเป็นคนคิดเอง แล้วตัดสินใจลงไปนอนขวางด้วยตัวเอง

เปแอสเช – ในเวลานี้รั้งอันดับ 1 ของ ลีก เอิง โดยแข่งไป 8 นัด ชนะรวดทั้ง 8 นัด – เป็นทีมที่แตกต่างจากทีมที่แพ้ทั้งไปและกลับ ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในรอบรองชนะเลิศ ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เมื่อปีที่แล้วพอสมควร

กาน่า เกย์ และ มาร์โก แวร์รัตติ ที่หายไป 4 เกมจากอาการบาดเจ็บ ก็กลับมาเล่นในตำแหน่งกองกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และทีมก็มีเกมรับที่เล่นได้ดีด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ แมนฯ ซิตี้ รอดออกไปโดยมีแต้มติดมือไปได้

และผู้รักษาประตูจอมหนึบอย่าง ดอนนารุมม่า ก็ป้องกันการทำประตูได้ถึง 7 เซฟ รวมถึงการ ออกมาชกบอลจากหน้าปากประตูตัวเองได้ถึง 4 ครั้ง ซึ่งต่างกับ เอแดร์สัน เซฟได้เพียงลูกเดียวเท่านั้น

จบเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 นัดติดต่อกันด้วยการไม่ชนะ ซึ่งรวมไปถึงทั้ง 2 เกมกับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ค่ำคืนที่น่าผิดหวังสำหรับแมนฯซิตี้

ลิโอเนล

นี่เป็นความพ่ายแพ้ รอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกของ แมนฯ ซิตี้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 เมื่อพวกเขาแพ้ 2-1 ให้กับลียง โดยไม่แพ้ใครยาวนานถึง 18 เกมติดต่อกัน

พวกเขาขึ้นแซงนำหน้า หลังจากการเอาชนะแชมป์ยุโรป คู่แข่งในศึกพรีเมียร์ลีก อย่าง เชลซี 1-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

และพวกเขามีโอกาสมากพอที่ ปาร์ค เด แปร็งส์ ที่จะเป็นการชนะ 3 เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่ สเตอร์ลิ่ง และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา โหม่งไปชนคาน แล้วซ้ำดาบสองไปชนคาน ในระยะเวลาห่างกันแค่ 5 วินาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสของ แบร์ร์นาร์โด้ ซิลวา ที่ซ้ำหน้าปากประตูโล่ง ๆ ในระยะแค่ 4 หลา 

ทางด้านของ เป๊ป กวาดิโอล่า ใช้การเล่นครองบอลดึงแนวรับ เปแอสเช เพื่อให้แนวรับมีช่องว่าง แล้วใช้บอลยาวจัดการแนวรับ แต่ก็ไม่เคยได้ผล

มาห์เรซ ถูก ดอนนารุมม่า ปฏิเสธถึง 3 ครั้ง โดย เดอ บรอยน์ ก็มีโอกาสแต่ก็ถูกผู้รักษาประตูชาวอิตาลี เซฟได้ 2 ครั้ง และ ชูเอา คันเซโล และ รูเบน ดิอาส ก็ยิงเข้ากรอบ แต่ก็ไม่ผ่านมือ ดอนนารุมม่า ด้วยเช่นกัน

เกมนี้ เดอ บรอยน์ โชคดีที่ยังได้อยู่ในสนามในขณะที่เขารอดพ้นจากใบแดงจากการเข้าบอล เหยียบไปที่หน้าแข้งของ กาน่า เกย์ จากการเข้าไปแย่งบอล

ส่วนผู้รักษาประตู เอแดร์สัน สัมผัสบอลได้เพียง 13 ครั้ง เซฟได้ครั้งเดียว ซึ่งต่างกับ ดอนนารุมม่า ที่มีส่วนร่วมในเกม 44 ครั้ง

ผลลัพธ์นี้เองไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับ แมนฯ ซิตี้ มากนัก เพราะทีมยังมีเกมให้เก็บคะแนนอีกเยอะ ตราบเท่าที่พวกเขาชนะเกมอื่น ๆ ได้ก็ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร

แต่มันจะบั่นทอนกำลังใจของพวกเขาหรือไม่ ? เราควรหาคำตอบในวันอาทิตย์ที่พวกเขาไปเยือนถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อพบกับ ลิเวอร์พูล

ตารางคะแนน