ป๊อกบาบ่นพาดพิงโอเล่ การพ่ายแพ้ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ 4-2 เรื่องที่น่าห่วง

ป๊อกบาบ่นพาดพิงโอเล่ สื่ออังกฤษวิจารณ์ว่า “ปีศาจแดง” มีปัญหาไปทั่วทั้งสนาม หลักๆคือ กลางและหลังซึ่งเป็นจุดที่คู่ต่อสู้ไว้ใช้โจมตีตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

ป๊อกบาบ่นพาดพิงโอเล่ ข่าววงการฟุตบอล การพ่ายแพ้ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ 4-2 เรื่องที่น่าห่วงกว่าการเสียสถิติไร้พ่ายเกมเยือน 29 นัดของ แมนฯยูไนเต็ด คือการออกมาให้สัมภาษณ์ของ พอล ป็อกบา ที่พาดพิงแท็คติกส์ตรงๆแบบไม่มีอ้อมค้อม

สรุป key quote ของแข้งทีมชาติ ฝรั่งเศส วัย 28 ปีคือ “ปีศาจแดง” ขาดทั้ง mature, right metality และ right tactics

“mature” คำๆ นี้ถ้าให้แปลตรงตัวก็คือ “ผู้ใหญ่” แต่เอาให้เป็นภาษาบอลคือ “ความเก๋า”, ตามด้วยหัวจิตหัวใจและปิดท้ายที่แท็คติกส์ที่เหมาะสม

การวิจารณ์แนวๆของ “ป๊อก” เราอาจเคยเห็นตามหน้าข่าวจากหลายๆคนค่อนข้างบ่อยแต่การตำหนิแท็คติกส์ทีมตัวเอง อันนี้แทบไม่เคยเห็น

เพราะแท็คติกส์เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของผู้จัดการทีม เมื่อนักเตะพูดว่าต้องเล่นด้วยแท็คติกส์ที่ถูกต้อง (ก็คือที่เล่นอยู่มันผิด) ไม่ต่างอะไรกับการตำหนิหัวหน้า (แถมเป็น public)

แต่อาจด้วยเพราะเข้าสู่สัญญาปีสุดท้าย ป็อกบา จึง “ล้อฟรี” ไม่ซีเรียสกับอนาคตตัวเองซักเท่าไหร่ (กลับกันสโมสรต้องตามง้อเพื่อต่อฉบับใหม่)

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีการเคลียร์กันหลังบ้านหรือไม่แต่ “เฮียยิ้ม” กำลังเสียการปกครองและผลงานที่ผ่านมากำลังสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจจากแข้งซีเนียร์มากขึ้นเรื่อยๆ

คำถามหลังจากนี้ แน่นอนแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกในรอบ 9 ปีคือความสำเร็จที่ตั้งเป้าไว้แต่เพียงแค่นัดที่ 8 ดูเหมือนต้องกลับมาจัดการปัญหาภายในก่อนเป็นอันดับแรก

ป๊อกบาบ่นพาดพิงโอเล่

ล่าสุดเห็นมีการรีทวิตกันระบุว่าแม้ฟอร์มเน่าขนาดนี้แต่บอร์ดบริหารยังหนุนหลัง “เฮียยิ้ม” 100% เนื่องจากเพิ่งต่อสัญญาถึง 2024 (มีออปชั่นเพิ่มอีก 1 ปี)

สรุปแล้ว เร้ดอาร์มี่ สมควรเป็นผู้รับกรรมจากความฉิบหายและสูญเปล่าไปอีก 1 ซีซั่น?

เพราะพิจารณาจาก “สภาพ” แนวรับที่ คิง พาวเวอร์ สเตเดียม แล้ว ยูไนเต็ดยังห่างไกลกับการเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ท้าชิงกับ เชลซี, แมนฯซิตี้ และ ลิเวอร์พูล

สื่ออังกฤษวิจารณ์ว่า “ปีศาจแดง” มีปัญหาไปทั่วทั้งสนาม หลักๆคือ “กลาง” และ “หลัง” ซึ่งเป็นจุดที่คู่ต่อสู้ไว้ใช้โจมตีตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

อีก 2 วันก็จะครบ 1 เดือนที่ลูกทีมของ “เฮียยิ้ม” ไม่ชนะใครในลีกหลังหนสุดท้ายคือบุกไปเอาชนะ เวสต์แฮม 2-1 เมื่อวันที่ 19 กันยายน

ทั้ง 4 ประตูที่เสียในวันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นลูกในลักษณะของทีมเล็กที่โดนทีมใหญ่ยิงในไฮท์ไลท์ประจำสัปดาห์มากกว่า

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ที่ดูแล้วไม่ฟิตดูเงอะงะและกะน้ำหนักบอลผิดทำให้การเงยหน้ามองเพื่อนในระหว่างที่บอลเดินทาง+อีเฮียนาโช่ แหย่ไวจนกลายเป็นประตู 1-1 ทั้งๆที่สถานการณ์ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ด สามารถยื้อและปิดเกมในครึ่งแรกได้ดีกว่านี้

การเสียประตูจากเซ็ตพีซง่ายๆแบบเดิมถึง 2 เม็ดและอีก 1 จากการเขี่ยบอล (หลัง แรชฟอร์ด ยิง 2-2) รวมแล้วแค่ 54 วินาทีเป็นอะไรที่ต้องขอพูดตาม ป็อกบา ว่า “โง่จัด”

ที่น่าอดสูคือ “จิ้งจอก” ไม่ชนะในลีกมา 4 นัดและตั้งแต่เปิดสนามเพิ่งชนะมาแค่ 2 จาก 7 นัด เรียกว่าฟอร์มแกว่งยังหาฝั่งไม่เจอแต่ แมนฯยูฯ กลับเสียเวลาเดินทางมา 160 กิโลเมตรเพื่อให้ลูกทีมของ เบรแดน ร็อดเจอร์ส ยิงแบบ “ขนมกรุบ” ถึง 4 ลูก

การที่แนวรับเสียง่ายแบบนี้ยิงกี่ลูกก็ไม่พอครับ เหมือนที่คอบอลชอบล้อกัน หน้าเวิร์ดคลาส หลังเวิร์ลดแก้ส และปัญหาแนวนี้มันอันตรายตรงที่หน้ายิงให้ได้ไม่ตลอดแต่หลังพร้อมเสียตลอด!!

เส้นทางชีวิตของ “ปีศาจแดง” ตอนนี้น่าเกาะติดเอามากๆครับเพราะด้วยความเป็นทีมใหญ่+การมาของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ซุปตาร์เบอร์ 1 เมื่อประเมินผลงานแล้ว “สอบตก” เห็นๆ

โปรแกรมนับจากนี้ถ้ายังเล่นเหมือนที่แพ้ เลสเตอร์ บอร์ดคงต้องมองถึงส่วนรวมให้มากกว่านี้ ข้าม UCL ไป เอาแค่ พรีเมียร์ลีก มีคนจองคิวหนักๆทั้งนั้นครับไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส และ แมนฯซิตี้

แฟน “ผี” อารมณ์คงกระอักกระอ่วน เชียร์ให้ชนะ “เฮียยิ้ม” ยิ่งปลอดภัย ลุ้นให้แพ้บอร์ดก็ยังหนุนหลัง

ครั้นจะกัดฟันให้แพ้ติดๆกันเจ็บแต่จบ แต่ “ยิ้ม” ดวงแข็งกลับมาวนลูปได้ทุกครั้ง ช้อยส์เลือกยากเหมือนมีคนมาถามว่าจะเป็นเอดส์หรือมะเร็งดี

สถิติ 

– นี่คือความพ่ายแพ้นัดเยือนหนแรกของ แมนฯยูไนเต็ด ในรอบ 30 นัด (นับตั้งแต่แพ้ ลิเวอร์พูล เมื่อเดือนมกราคม 2020) และเป็นครั้งแรกที่ “ปีศาจแดง” โดนยิง 4 ลูกนัดเยือนนับตั้งแต่เมษายน 2019 (แพ้ เอฟเวอร์ตัน 4-0)

– ในจำนวนนักเตะ ยูไนเต็ด ทุกคนที่ยิงในลีกได้อย่างน้อย 20 ประตูมีเพียง เดวิด เบ็คแฮม (55%) และ นานี่ (31%) ที่ยิงนอกกรอบมากกว่า เมสัน กรีนวู้ด (24%)

– เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ มีส่วนร่วมโดยตรงกับ 23 ประตูใน 26 เกมให้ เลสเตอร์ ในทุกรายการโดยแบ่งเป็นยิง 17 และ แอสซิสต์อีก 6

– แมนฯซิตี้ ชนะ เบิร์นลีย์ 9 นัดติดในทุกรายการโดยรวมประตูทั้งหมดอยู่ที่ 32-1

– นับเป็นหนที่ 2 ที่ แอสตัน วิลล่า นำ 2-0 แล้วแพ้คาบ้านหลังหนสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2012 (แพ้ แมนฯยูฯ 3-2)

– นับตั้งแต่ debut ในพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนสิงหาคม 2014 แดนนี่ อิงส์ ยิงไป 58 ประตู มีนักเตะ อังกฤษ แค่ 3 คนที่ยิงได้มากกว่าเขาคือ แฮร์รี่ เคน (163 ประตู), เจมี่ วาร์ดี้ (124) และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (85)

– อาร์มันโด้ โบรยา (20 ปี 36 วัน) เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ยิงประตูในการลงตัวจริงหนแรก

– เชลซี เป็นทีมแรกจากเมืองหลวงที่ชนะลอนดอน ดาร์บี้ นัดเยือน 7 เกมติดต่อกันในประวัติศาสตร์ลีกอังกฤษ

– เอดูอาร์ด เมนดี้ แมน ออฟ เดอะ แมทช์ พา เชลซี บุกชนะ เบรนท์ฟอร์ด ก่อนเก็บคลีนชีทนัดที่ 20 ในพรีเมียร์ลีก (เฝ้าเสาตัวจริง 38 นัด) มีเพียง ปีเตอร์ เช็ก (26), เปเป้ เรน่า (32),​ อลิสซอน (36) และ รอย แคร์โรลล์ (37) ที่ลงสนามน้อยกว่าเขาในการเก็บ 20 คลีนชีท

– นอริช ยังเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ยังไม่สามารถยิง “ขึ้นนำ” คู่แข่งในซีซั่นนี้และหากนับตัวเลขเดิมมาด้วยนั้นนี่เป็นนัดที่ 12 ติดต่อกันที่ “นกขมิ้น” ยิงนำใครไม่ได้โดยทีมที่ครองแชมป์สุดบู่นี้เป็น แมนฯซิตี้ ทำไว้ 15 นัด (เมษายนและตุลาคม 1995)

ตารางคะแนน