ตระกูลมัลดินี่ กับการเล่นฟุตบอล จากรุ่นสู่รุ่น

ตระกูลมัลดินี่ ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างร้องอ๋อ ว่าชื่อนี้คือ ตระกูลของนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลก

ตระกูลมัลดินี่ กับ เอซี มิลาน กลายเป็นสัญลักษณืในวงการฟุตบอล อิตาลี ที่แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกันมาโดยตลอด มานานถึง 67 ปี จนกลายเป็นตำนานของสโมสร อย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของคำว่า ตระกูลมัลดินี่ กับโลกของฟุตบอล

ตระกูลมัลดินี่

 

เริ่มต้นจาก เซซาเร่ มัลดินี่ คือคนบุกเบิกเริ่มต้นของตะกูลฟุตบอลนี้ขึ้นมา และสร้างตำนานให้กับ พลพรรค รอสโซ่เนรี่ ถึง เซซาเร่ มัลดินี่ จะไม่ได้เป็นนักเตะของ เอซี มิลาน เพียงทีมเดียว แต่เขาก็โด่งดังและสร้างผลงาน ประสบความสำเร็จกับ เอซี มิลาน อย่างมากมายใช่วงที่ค้าแข้งอยู่กับ ปีศาจแดงดำ ตั้งแต่ปี 1954 – 1966 

เซซาเร่ ในยุคนั้น เล่นในตำแหน่งกองหลัง ลงสนามให้ มิลาน มากถึง 412 นัด คว้าแชมป์ลีกได้ถึง 4 สมัย และคว้าแชมป์ยุโรปได้อีก 1 สมัย ในปี 1963

เมื่อสิ้นสุดชีวิตการค้าแข้ง เขาได้เริ่มต้นเส้นทาง งานการเป็นกุนซือกับ เอซี มิลาน ด้วยการรับงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ เนรีโอ รอคโค่ ก่อนที่จะขยับขึ้นมานั่งแท่นกุนซืออย่างเต็มตัวในปี 1972 โดย เซซาเร่ รับงานคุมทีมปีศาจแดงดำ ได้แค่ 2 ปี ก็เปลี่ยนงานไปคุมทีม ฟอจจา แล้วสามารถพาทีมขึ้นชูถ้วยยุโรปอย่าง คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ถ้วย โคปปา อิตาเลีย ได้อย่างละ 1 สมัย 

เข้าสู่ช่วง Generation 2 ของตระกูล เปาโล มัลดินี่

ตระกูลมัลดินี่

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ เซซาเร่ มัลดินี่ เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ ต่าง ๆ นา ๆ จากแฟนบอล และคนรอบข้างว่า ติดทีม เอซี มิลาน เพราะบารมีของพ่อ ที่เป็นตำนานของสโมสร

เปาโล มัลดินี่ ก็ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก เพื่อลบคำครหานั้นออกไป ก่อนที่ตัวเขาเองได้กลายเป็นตำนานของทีมได้ในที่สุด จากสถิติการลงสนามของเขา 902 เกมให้กับ เอซี มิลาน เพียงสโมสรเดียว นั่นก็เป็นคำตอบได้ชัดเจนแล้วว่า การที่มายืนอยู่มนจุดนี้ได้ ไม่ใช่บารมีของคนผู้เป็นพ่อ แต่มันเกิดจากฝีเท้า และความทุ่มเท ของเขาต่างหาก

แล้วหลังจากที่เลิกเล่นฟุตบอลไป เปาโล มัลดินี่ ได้แสดงเจตนาชัดเจนมาโดยตลอดว่า หลังชีวิตค้าแข้งแล้ว จะไม่รับงานเป็นกุนซือเด็ดขาด ไม่ว่าจะที่ไหน หรือลีกไหนก็ตาม เหตุผลมีเพียงอย่างเดียวคือ เขามีปมเล็ก ๆ ในใจในสมัยที่ยังเด็ก กับการที่พ่อของตนได้ เคร่งเครียดกับงานการเป็นโค้ช จนไม่ค่อยมีเวลาในการที่ผ่อนคลายกับครอบครัวมากเท่าที่ควร

ดังนั้นเอง เขาจึงยินดี และพร้อมทำหน้าที่ในส่วนอื่นให้กับสโมสร เอซี มิลาน ในตำแหน่งบอร์ดบริหารแทน อย่างที่เรา ๆ เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

เข้าสู่ช่วง Generation 3 ของตระกูล มัลดินี่ 

ตระกูลมัลดินี่

เป็น Gen ที่เริ่มต้นด้วยความ ทุลักทุเล กระท่อนกระแท่น พอสมควรเลยสำหรับ ตระกูลมัลดินี่ คนปัจจุบัน

มาถึงรุ่นที่ 3  คริสเตียน มัลดินี่ บุตรคนโตของ เปาโล มัลดินี่ ซึ่ง คริสเตียน ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ เอซี มิลาน ตั้งแต่อายุ  8 ขวบ แต่ตลอดในระยะเวลากว่า 12 ปี ในทีมชุดเยาวชนนั้น คริสเตียน ไม่สามารถสอดแทรก เบียดแย่งพื้นที่ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้เลยสักนัด สุดท้ายจึงถูปล่อยตัว ออกไปอยู่กับ เบรสชา และกลายเป็นแข้งพเนจรคนนึง ที่ย้ายไปหาประสบการณ์ในลีกรองซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลทีมหลังสุดที่เขาไปร่วมทีมด้วยคือ โปร เซสโต้ ทีมในระดับ เซเรีย ซี โน่นเลยทีเดียว

หลายคนมองว่า ความหวังของครอบครัว เปาโล ดูแล้วไม่น่าจะไปถึงฝั่งฝันได้ หลายคนคิดว่าตระกูล มัลดินี่ น่าจะหยุดลงตรงความสำเร็จของ เปาโล ผู้เป็นพ่อของ คริสเตียน มัลดินี่ เป็นแน่แท้

และแล้วก็มาจนได้ ความหวังของครอบครัว เปาโล มัลดินี่

ดาเนี่ยล มัลดินี่ ผู้จุดประกายแสงให้กับตระกูล มัลดินี่ อีกครั้ง หลังจากที่หลายคนคิดว่าทุกอย่างของตระกูลนี้น่าจะจบแล้ว แต่ในที่สุดตระกูลมมัลดินี่ ก็ได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้ง

ดาเนี่ยล มัลดินี่ เป็นน้องชายของ คริสเตียน มัลดินี่ โดยที่มีอายุห่างกันถึง 5 ปี ความแตกต่างของ ดาเนี่ยล กับคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็คือ เขาเป็นนักเตะ ที่เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ในขณะที่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ จนถึงพี่ชาย ทั้ง 3 คนเล่นในตำแหน่งแนวรับทั้งสิ้น 

ดาเนี่ยล อยู่กับ เอซี มิลาน ในชุดเยาวชนมาตั้งแต่ปี 2010 ไม่ได้มีผลงานอะไรโดดเด่นมากนัก ยิงให้ชุดเยาชนไป 19 ประตู กับอีก 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 41 นัด แต่ถึงอย่างนั้นกลับเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเขา เพราะการพัฒนาฝีเท้า ไต่ระดับขึ้นมาแบบซุ่มเงียบ ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มักจะไม่ต้องถูกจับตามอง และแบกรับความกดดันอะไรมากนัก จึงถือว่านั่นเป็นก้าวที่ดีของเขา

ดาเนี่ยล มัลดินี่ ลงประเดิมสนาม ให้กับทีมชุดใหญ่ตอนอายุ 18 ปี ในเกมที่พบกับ เวโรน่า ในปี 2020 นับมาถึงตอนนี้ เขาลงสนามให้กับชุดใหญ่ของ เอซี มิลาน ไปแล้ว 15 นัด ยิงได้ 1 ประตู 

ซึ่งโดยส่วนใหญ่ เป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกมมากกว่าลงตัวจริงซะด้วยซ้ำ

สำหรับเกมที่พบกับ สเปเซีย ที่ผ่านมา ถือเป็นเกมนัดแรกในลีกของเขาที่ได้รับโอกาส ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แถมยังสามารถมีสกอร์เป็นของตัวเองได้อีก โดยก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นเป็นตัวจริงให้ มิลาน เพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น ซึ่งเป็นเกมบอลถ้วย ยูโรป้า ลีก ทั้งสิ้น

ประตูที่ ดาเนี่ยล มัลดินี่ ทำได้นั้น ถ้าวัดกันตามช่วงเวลาของนักเตะในกูล มัลดินี่ แล้ว ระยะเวลาจะห่างจากประตูสุดท้ายของพ่อเขา ที่ทำไว้ให้กับ เอซี มิลาน ห่างกันนานถึง 13 ปี กับอีก 179 วัน และห่างจากประตูสุดท้ายที่คุณปู่ของเขาทำไว้ นานถึง 60 ปี 22 วัน ซึ่งถ้าลองเอามาคิด ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แอบอดยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว

ในยุคของฟุตบอลในสมัยใหม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างพัฒนาและก้าวเดินไปข้างหน้าไวกว่าในยุคเก่า ค่อนข้างมาก เราไม่อาจรู้ได้ว่า ในอนาคตเด็กหนุ่มที่ชื่อ ดาเนี่ยล มัลดินี่ คนนี้ จะสามารถสร้างตำนานตำรอยเท้าของผู้เป็นพ่อ และปู่ของเขาได้หรือไม่

แต่สิ่งนึงที่ทำให้เรารู้สึกดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือการที่ได้เห็นครอบครัวหนึ่ง ได้เฝ้ามองพัฒนาการของเขา จากเด็กสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยที่เราก็เคยอยู่ในจุด ๆ นั้น ในโลกของฟุตบอล มันเป็นเรื่องที่วิเศษจริง ๆ ที่ได้เห็นตระกูล ตระกูลหนึ่งได้มีทายาทสืบทอดเจตนารมณ์ ในศาสตร์ด้านฟุตบอลจากคนเป็นพ่อ แล้วก็พ่อของพ่ออีกที 

มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่เราจะได้เห็นตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่จะส่งต่อสายเลือด จากรุ่นสู่อีกรุ่น ในการเป็นนักฟุตบอลได้ยาวนานมากมายขนาดนี้ 

จากผู้เป็นปู่ เซซาเร่ สู่ผู้เป็นพ่อ เปาโล จนมาถึงลูกชาย คริสเตียน กับ ดาเนี่ยล 

นี่คือเรื่องราวของตระกูล มัลดินี่ ที่สืบทอดการเป็นนักฟุตบอล และเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่าง เอซี มิลาน โดยที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธคำ ๆ นี้เลยจริง ๆ

ตารางคะแนน